สร้างเด็กอัจฉริยะด้วยตัวคุณเอง

สร้างเด็กอัจฉริยะด้วยตัวคุณเอง

สร้างเด็กอัจฉริยะด้วยตัวคุณเอง

สร้างเด็กอัจฉริยะด้วยตัวคุณเอง


ก่อนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง ปาโบล ปิกาสโซ จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่อิตาลี หรือบิล เกตส์ ฯลฯ ประสบความสำเร็จเป็นอัจฉริยบุคคลของโลก ต่างเป็นนักเรียนที่ออกจากระบบการศึกษากลางคัน

เป็นเรื่องแปลก แต่จริงมานาน มีเด็กทั่วโลกจำนวนมากมีความสามารถพิเศษ หรือเป็นเด็กกิ๊ฟเต็ด (Gifted Child) เหนือเด็กวัยเดียวกัน ถูกระบบการศึกษาทำร้าย แม้แต่การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างผิดๆ ทำลายความสามารถพิเศษของเด็กแบบไม่รู้ตัวมานักต่อนัก จนไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วในบ้านของท่านอาจมีอัจฉริยบุคคลอยู่ก็ได้ ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานโครงการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และประธานสหพันธ์เอเชีย-แปซิฟิกแห่งสภาโลกเพื่อเด็กที่มีความสามารถพิเศษ กล่าว

อาจารย์อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “เด็กอัจฉริยะ” นั้นไม่ใช่เด็กที่มีภาวะบกพร่องพิการที่เห็นได้จากลักษณะทางกายภาพ ความฉลาด ปัญญาดี เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัว ซึ่งแสดงออกแตกต่างกันจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสังเกตและทำความเข้าใจด้วยตนเอง ความสามารถโดดเด่นในแต่ละสาขานั้น แบ่งได้ 10 สาขา เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษา นักกีฬา ฯลฯ

“เชื่อไหม บ้านเรามีเด็กพิเศษนี้อยู่ทั่วภูมิภาค ทั้งที่อยู่ชายขอบและในเมืองทุกจังหวัด ถ้าจะเทียบกันง่ายๆ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 25 ปีกว่า 20 ล้านคน เมื่อคำนวณออกมาคร่าวๆ จะมีเด็กพิเศษนี้อยู่ประมาณ 2 แสนคน แต่เด็กส่วนมากจะถูกกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาที่มีส่วนทำให้ชีวิต เปลี่ยนไป”

แต่ที่พบปัญหามากสุดคือระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบ เป็นอุตสาหกรรม หรือเรียกกันว่า “เสื้อโหล” คือสอนเหมือนกันทุกคนเวลาเดียวกัน ใช้ข้อสอบแบบเดียวกันในอายุเดียวกัน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถพิเศษในตัว เพราะธรรมชาติของเด็กประเภทนี้เซลล์สมองบางอย่างสูงมาก

ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดจากงานวิจัยของโครงการ เด็กบางคนอายุเพียง 3 เดือน แต่หูตาสัมผัสเสียงและภาพเคลื่อนไหว ตรงหน้าสื่อถึงกันได้ ในลักษณะหัวเราะ ขณะที่ปากของเด็กพยายามขยับโต้ตอบ เพียงแต่พูดออกเสียงไม่ได้ แต่ในความรู้สึกทางสมองของเขาได้นึกคิดและพูดไปแล้ว

ส่วนเด็กปกติใน ระดับอายุเดียวกันก็มี สมมติอายุ 7 ขวบอยู่ในชั้นป.2 และ 8 ขวบ ชั้นป.3 มีความสามารถอ่านออกเขียนได้ไปถึง 3 ระดับ ข้ามไปอยู่ชั้นป.5-6 ขณะที่เด็กบางคนอาจต่างลง 3 ระดับอยู่ในระดับอนุบาล-ป.1 ก็เป็นได้ หรือเด็กโตขึ้นมาหน่อย เมื่อครูแจกงานให้ทำ ไม่ทันไรก็ทำเสร็จแล้ว กลายเป็นว่าถูกครูดุต่อว่า “ทำไมไม่รอเพื่อน” เป็นเหตุให้เด็กเกิดอาการสับสนทางจิตและซึม นั่งร้องไห้ เพราะถูกครูต่อว่า ว่าเห็นแก่ตัว เหล่านี้เป็นตัวอย่างของเด็กที่เหนือปกติ

“แต่ที่แย่ ไปกว่านั้นเด็กบางคนเรียนซ้ำชั้น 2 ครั้ง ถูกครูและผู้ใหญ่รอบข้างนินทาว่าโง่ ยิ่งทำให้เขาคิดว่าโง่จริงๆ เพราะคนอื่นทำได้ แต่ทำไมตัวเองทำไม่ได้ และคำว่าโง่นี่แหละที่ทำให้เด็กฝังใจมาตลอด ทำให้เด็กหลายคนตกเป็นเหยื่อ ทั้งที่เขาอาจมีความสามารถพิเศษเชิงความคิดสร้างสรรค์ซ่อนอยู่ เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้แสดงออก ในที่สุดกลายเป็นความเครียด จึงล้มเลิกเรียนกลางคันจำนวนไม่น้อย”

ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาเด็ก มีความสามารถพิเศษ แนะพ่อแม่และครูถึงวิธีหาแววอัจฉริยภาพเด็กวัยแรกถึง 8 ขวบว่า ทางที่ดีเราต้องสังเกตและเข้าใจการแสดงออกของเขา เด็กบางคนอาจมีแววทางกีฬา ดนตรี ขีดเขียน หรือพูดเก่ง อันเป็นพรสวรรค์ของเขาที่ได้รับมา แต่จากประสบการณ์เด็กมักถูกตีกรอบไว้สำเร็จรูป เช่น พอโตขึ้นต้องเป็นหมอ วิศวกร นักบริหาร ทั้งที่อาจไปได้ไม่ดี ในที่สุดเด็กก็เลยค้นหาตัวเองไม่เจอ

“ตรงนี้แหละที่เราจัดทำโครงการสำรวจแววเด็ก เพื่อค้นหาศักยภาพในตัวของเขาให้มีทิศทางที่ดีที่ถูก จากเมล็ดพันธุ์เม็ดเล็ก เป็นต้นกล้าแข็งแรง พอเติบใหญ่เป็นต้นไม้ให้คุณค่า และถ้า 50 ปีข้างหน้าจะมีคนไทยหนึ่ง คนเป็นสุดยอดของโลกสาขาวิชานั้น ก็ถือเป็นผลพลอยได้ ของประเทศ”

แน่นอนถึงตรงนี้คนที่มีบุตรหลานในวัยซน หรือกำลังจะเป็นแม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ย่อมจะมีคำถามในใจว่า “แล้วลูกของฉันจะมีแววเป็นเด็กกิ๊ฟเต็ดหรือเปล่า แล้วฉันจะสร้างลูกให้เป็นเด็กอัจฉริยภาพได้อย่างไร” อย่างเช่น นางปลายรุ่ง พิศนุภูมิ คุณแม่ของน้องไทเกอร์ อายุย่าง 5 ขวบ เคยพาลูกเข้าศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก ให้ทรรศนะว่า แรกทีเดียวไม่เข้าใว่าอะไรคือความสามารถพิเศษของเด็ก เพราะตอนลูกอายุได้ 2 ขวบก็เหมือนเด็กซนทั่วไป แถมเราดุและปรามมาตลอด

แต่มาสังเกตได้ระยะ หลัง ลูกเป็นเด็กช่างจดจำตัวเลขต่างๆ ได้แม่นและเร็ว เหนือกว่าเด็กวัยเดียวกัน ประกอบกับมีคนแนะนำให้มาวัดแววอัจฉริยภาพเด็กที่ศูนย์ ก็พบว่าแววของลูกชอบตัวเลขมาก สามารถจำได้ถึงหลักหมื่นและมีพัฒนาการบวกลบคูณหารได้

“มาถึงตอนนี้ เชื่อว่าน้องไทเกอร์มีความสามารถพิเศษ ทางศูนย์เองให้การสนับสนุนส่งเสริม แต่ในระยะยาวก็ยังไม่แน่ใจนัก เพราะตัวเด็กอาจมีแววเปลี่ยนแปลงในทางสาขาอื่น ที่สำคัญครอบครัวยังต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการ แต่อย่างไรก็ไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มาขัดขวางศักยภาพของลูกชาย”

แม่ ของน้องอัครวินทร์ อายุ 10 ขวบ นางอัญชลีทิพย์ จิรศรัณย์พร เป็นผู้หนึ่งที่เคยพาลูกชายมาวัดแวว แต่ครั้งก่อนพลาดโอกาส กล่าวว่าสนใจมานานแล้ว อยากรู้ว่าลูกถนัดทางด้านใด จะได้ส่งเสริมเขาให้ถูกทาง จึงรีบพาลูกมาสมัครเข้าร่วมอบรมเช่นกัน

จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2548 หน้า 31

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: